Bloging Me, BZ!


อะไรกันนี่…?
July 25, 2008, 12:43 pm
Filed under: ไม่มีหมวดหมู่

มีคนถามครับ ว่าบล๊อกนี้
ต่างจากบล๊อครีวิวยังไง
คำตอบโครตง่ายเลยครับ
บล๊อคนี้จะเขียนเรื่องทั่ว ๆ ไป
ประเภท “ก็กรูอยากเขียน”
เท่านั้นแหละฮะ

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว
เดี๋ยวจะประเดิมซีซั่นที่หนึ่งด้วยเรื่องของ
เชียงใหม่ฮะ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
มีโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่ตั้งสามวันสี่คืน
เจออะไรมาเยอะแยะเลยครับ
รวมทั้งประสบการณ์ดูเดี่ยว 7.5 ด้วย
เมามันส์ขนาดไหน โปรดติดตาม



สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
June 25, 2008, 8:15 pm
Filed under: Just Says

Photobucket

เด็กไทยสมัยพันธมิตรขับไล่ระบอบทักษิณคงพอจะจำบาทหนึ่งของบทอาขยานนี้ได้
หลายโรงเรียนที่เลือกให้นักเรียนท่องจำเพียงเพื่อให้จำสัมผัสนอกสัมผัสใน
ในขณะที่น้องโรงเรียนเลือกที่จะบอกถึงที่มา ความหมาย และความงาม
ทั้งของวรรณศิลป์แห่งกาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์โดยเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร
รวมไปถึงความงดงามและความอลังการของหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมของโลก

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนั้น เป็นพระราชพิธีทางน้ำ
โดยมีจุดประสงค์ในการปฏิบัติพระราชพิธีที่แตกต่างกัน
เช่น เสด็จพระราชดำเนินทอดพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม
ไปจนถึงแสดงต่อหน้าสาธารณชนเพื่อแสดงถึงวัฒนธรรมเก่าแก่งดงาม
เช่นที่เราเห็นในการประชุมเอเปค ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

นั่นคือที่มาเล็ก ๆ น้อย ๆ ของกาพย์เห่เรือครับ อ่านบทความกันทั้งที
ต้องมีสาระกันบ้าง ที่น่าแปลกคือ เข้าเรื่องเบื้องสูงมาสองเรื่องแล้ว (ฮา)
หวิดคุกอยู่รำไร พูดผิดเป็นอันถึงฆาตแน่แท้ครับ

ที่ผมกำลังจะพูดและเล่าให้ฟังคือ เรื่องของระบบการศึกษาไทยครับ
ผมขอเจาะจงที่วิชา ภาษาไทย เป็นหลัก ในฐานะที่เป็นภาษาของชาติ…
–แต่มีที่มาจากภาษาเขมร และบาลี-สันสกฤต น่านนน…

ผมไม่ได้มาบอกคุณว่าอย่าใช้ภาษาไทยผิด ๆ กัน ทั้ง ๆ ที่ตัวเกล้ากระผมนั้น
ใช้ภาษาไทยทั้งที ก็แทบจะเดาไม่ออกว่าตกลงระดับของภาษาที่มันพูดนั้น
มันพูดกับใครกันแน่ เพราะคำมันสละสลวย ฟุ่มเฟือยเหลือเกิน

แต่ที่ผมจะมาพูดก็คือ ผมโครตจะเบื่อระบบการศึกษาภาษาไทยในปัจจุบัน
–ในที่นี้หมายถึงตัวระบบนะครับ ผมไม่อยากจะโทษที่ตัวเนื้อหา
เพราะเท่าที่เรียนมาสิบสองปี ตั้งแต่สมัยมานะ มานี ปิติ ชูใจ
เรื่อยมาจนถึง วรรณสารวิจักษ์ วรรณลักษณ์วิจารณ์ เราเรียนภาษาไทย
จนแทบจะเข้าถึงรากแก้วต้นตำรับของมันจริง ๆ …แต่เราจำมันได้หรือไม่?

ต้องเรียกว่า “จำ” จริง ๆ ครับ เพราะหลักภาษาไทยนั้น อาศัยการท่องจำพอดู
ไหนจะเรื่องอักษรกลาง สูง ต่ำ เรื่องคำที่มีตัวการันต์ หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
อย่างเรื่อง วรรณยุกต์ เราก็ยังผิดกัน…

เมื่อสอนไม่จำ นั่นก็แปลว่าเราไม่เข้าใจ มันจึงเกิดปัญหาครับ
ปัญหาแรก ก้อคือพวกที่แบบว่าพาสาวิบัด อารายก้อม่ายรุอะตะเอง
ปัญหาที่สอง เรื่องของคำใหม่ใสกิ๊ง ลัลล้า อาราเล่ เย้เย้บู้เสลอ (สร้อยเยอะไปไหน)
ปัญหาที่สาม เฮ้ย… ไอ้นั่นอะ… เออ…นั่นแหละ มันเรียกว่าอะไรวะ?
ปัญหาที่สี่ ลิงค์มาจากปัญหาที่สาม ซัมติงไลค์แดด ไอแคนนอตเซย์อิท!?!
ปัญหาที่ ฯลฯ เยอะแยะไปหมด ไม่จบไม่สิ้น

แล้วเราจะแก้ปัญหาพวกนี้ยังไง?
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกาธิการคนนี้จะแนะนำแนวทางให้ฟังครับ

1. เข้าใจเด็กไทย เสียก่อน
เพราะอะไร เด็กไทยแม่งโครตจะขี้เกียจสันหลังยาวซะขนาดนั้น
ขี้เกียจอะไรครับ ขี้เกียจท่อง ขี้เกียจจำ เพราะเค้าไม่รู้ว่ากรูจะจำไปทำเพื่อ
ในเมื่อในชีวิตจริง ลาดหน้า เสด็จพระราชดำเนินไปยัง ทรงเสวย ฯลฯ
มีถมเถไปตามหน้าจอทีวี ฉะนั้นการแก้ปัญหาคือต้องเข้าใจเด็กไทยครับ
ในเมื่อเด็กไทยไม่ต้องการการท่องจำ อาจจะหาสิ่งที่เรียกว่าการละเล่น
มาทำให้เด็กรู้สึกสนุกมากขึ้นครับ เช่นเอาข่าวในพระราชสำนักมาให้เด็ก ๆ
แข่งกันจับผิดคำราชาศัพท์ ไปจนถึงทำเหมือนฟอร์เวิร์ดเมล์ หาคำผิด ๆ
ที่พบได้ในชีวิตประจำวันมาสอน เด็กไทยส่วนใหญ่เบื่อการจดจำเพราะเรื่องของสื่อครับ
สื่อช่วยจำแสนจะน่าเบื่อ มีแต่ตัวหนังสือและเลขหน้า หาสิ่งที่เค้าพบเจอได้ในชีวิตจริง
มาให้เค้ามีความรู้สึกร่วม เท่านี้แหละครับ เด็กจะจำเข้าสมอง เพราะเด็กมันจะรู้สึกว่า
มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่น่าจดจำเอามาคิดเล็กคิดน้อยระหว่างทางไปโรงเรียนได้

2. ยากไปไหน แต่ละบทแต่ละตอน นึกว่าอ่านวิทยานิพนธ์
วิทยานิพนธ์ปริญญาตรีอ่านน่าเบื่อเช่นไร วรรณสารวิจักษ์ วรรณลักษ์วิจารณ์ก็น่าเบื่อเช่นนั้น
ในเมื่อคำพูดแต่ละอย่างที่ใช้ในหนังสือแสนจะเก่าแก่ไม่เข้ากับยุคสมัย บางเรื่องยากมาก
ยากจนเด็กส่วนใหญ่คิดว่า กรูเอาเวลาไปนั่งเผาการบ้านคาบหน้าที่ต้องรีบส่งให้ทันดีกว่า
วิธีการแก้ไขก็โครตจะง่าย “ยกตัวอย่าง” สิครับ แน่นอนว่าเอาจากข้อหนึ่งมาประมวลผลด้วย
เอาเหตุการณ์หรือบทสนทนาในชีวิตประจำวันมามิกซ์แอนด์แมทซ์เข้ากับบทเรียนซะ
พอยกตัวอย่าง มันก็ทำให้นักเรียนมีความรู้สึกร่วม ที่แน่ ๆ ต้องใช้ภาษาระดับเดียวกับตัวเด็กด้วย
จะมาบอกว่า “นักเรียนคิดว่า…” ไม่ได้ เรียกไปเลย “พวกเธอคิดว่า…” ไม่ก็หาสรรพนามเท่ห์ ๆ
เรียกนักเรียนแสดงความเป็นกันเองแถมยังสร้างบรรยากาศไปด้วยเลย “จริงมั๊ย…พรรคพวก”
(ลดความแก่ของตัวผู้สอนไปได้เยอะพอตัว…)

3. เตรียมตัวเป็นมั๊ย ก่อนสอนน่ะ
อาจารย์ส่วนใหญ่ ประมาณ 50 – 60 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการเตรียมการเรียนการสอนครับ
เข้ามาในห้อง บอกให้นักเรียนจดจุดประสงค์กันไป แต่ขอโทษฮะอาจารย์
ผมไม่ยักกะเห็นอาจารย์จะทำจุดประสงค์ให้ลุล่วงไปได้สักข้อ…
จุดประสงค์การเรียนการสอนในประเทศไทยส่วนใหญ่ก็สุดแสนจะเอาใจกระทรวงธรรมการ
อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอ่านบทหนังเซอร์เรียลสักเรื่อง อะไรมันจะเพ้อฝันขนาดนั้น
ตัวอย่างก็เช่น “เพื่อปลูกฝัง และสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการใช้ภาษาให้ถูกระดับ
ทั้งกับตัวผู้ส่งสารเอง และระหว่างผู้ส่งสาร” อันนี้ยังพอขำ ๆ ลัลล้ากันไป แต่ช้าก่อน…
“เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการใช้ภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาของชาติ และยังช่วย
อนุรักษ์ภาษาไทยให้ธำรงอยู่ต่อไป” อ่านแล้วเหมือนเข้าสู่ยุค จอมพล ป. โครตชาตินิยม
วิธีแก้ของอาจารย์ก็ง่ายแสนง่าย… เรารู้อยู่ ว่าการเขียนจุดประสงค์ในการเรียนนั้น
มันเป็นเรื่องที่ต้องผ่านคนใหญ่คนโต เบื้องสูงเบื้องบน จะแก้ให้ดูธรรมดา บ้าน ๆ ก็เกรงว่า
จะถูกเรียกพบ เพราะโรงเรียนกำลังมีนโยบายเปิดหลักสูตภาษาอังกฤษ ทั้ง ๆ ที่อาจารย์
อังกฤษหลายคน ยังพูดกับฝรั่งไม่เป็น… เราเลยขอแนะนำว่า ไม่ต้องแก้จุดประสงค์ครับ
แต่ให้คุณเขียนขึ้นใหม่ เป้นฉบับนักเรียน ฉบับที่นักเรียนจะได้อ่าน และเก็ทใน
สิ่งที่คุณอยากให้พวกเค้าเป็น เช่น “เพื่อให้เข้าใจในเรื่องระดับภาษา รู้จักาละเทศะ
ในการพูดคุยกับบุคคลที่มีระดับสูงกว่า ต่ำกว่า หรือเท่าเทียม” อะไรแบบนี้
ภาษาต้องติดทางการนิด ๆ ไม่งั้นเด็กจะไม่เชื่อถือ ว่ามันจุดประสงค์จริง ๆ ใช่มั๊ย
แล้วอีพวกเอาสารบัญมาเขียนจุดประสงค์ “เพื่อสร้างเข้าใจในเรื่อง…” สิบบรรทัด
ก็เขียนแบบนี้ ขอร้องว่าอย่าทำ มันเป็นวิธีที่แสดงว่าคุณโครตกินเงินเดือน
ร่ายเรื่องจุดประสงค์ซะยาว เข้าสู่โหมดเตรียมตัว ง่าย ๆ เลย… สอนเรื่องอะไร
ก็ทำตัวเป็นนักเรียนซะ อ่านแล้วทำความเข้าใจก่อน แล้วก็สอนเหมือนเพื่อนสอนเพื่อน
รู้มาแค่ไหน ก็สอนไปแค่นั้น อย่าสอนมากกว่าที่รู้ เพราะถ้าคุณไม่เข้าใจในเรื่องนั้น ๆ
แล้วดันเสร่อมาสอนเด็ก เกิดเด็กถามขึ้นมา มีอันซวย แต่บางคนก็โครตจะเอาตัวรอดเก่ง
งั้นเธอลองไปหาข้อมูลมาดูนะ อะไรก็ว่าไป เออ… ช่างเหอะ ข้อนี้ยาวเกินไปละ
เตรียมตัวไม่เตรียมตัวก็ช่างหัวมัน เรื่องของเด็กละทีเนี่ย

4. ตั้งใจเรียนซิวะ
มัวแต่โทษแต่อาจารย์ แล้วพวกแกล่ะ ตั้งใจเรียนแล้วหรือยัง
ในเมื่ออาจารย์ไม่สามารถช่วยอะไรได้ สอนไม่รู้เรื่อง สั่งแต่งาน
ยิ่งบทไหนเนื้อหาเยอะ ๆ ชอบสั่งจัง ให้กรูย่อเนี่ย…
แต่ขอบอกว่า การย่อนี่แหละ ทางแห่งการเป็นเฟรชชี่!!!
เพราะการย่อจะช่วยสรุปสาระสำคัญ ที่เรารู้และเข้าใจในเนื้อหา
เพื่อที่เวลาคุณจะสอบภาษาไทย คุณก็ได้คะแนนสูง ๆ มากกว่า 50 กับเค้าหน่อย
(ไม่อยากจะอวด ภาษาไทยโอเน็ตผมได้ 78 คะแนน)
นอกจากนั้น ถ้าอาจารย์คุณดีจริง อ่านสิ่งที่คุณย่อ เค้าจะรู้เลยแหละ
ว่าคุณเข้าใจบทนี้มากขนาดไหน ถ้าเค้ามีสำนึกดี สังคมดีเพียงพอ
เค้าก็จะช่วยสอนคุณในเรื่องที่คุณไม่เข้าใจได้อีกด้วย ซื้อหนึ่งได้ถึงสอง เอาสิ…
แต่ทั้งหมด… คือความฝัน เพราะเด็กไทยส่วนใหญ่ (โพลไหนมันบอกวะ?)
เกลียดการบ้านย่อบทเรียนที่สุด เพราะสุดแสนจะเสียเวลา ต้องอ่านซ้ำไปซ้ำมา
ปวดตายังไม่พอ แถมยังต้องปวดมือเขียนย่อลงสมุดอีกต่างหาก เหนื่อยโฮก
นี่แหละภาระเด็กไทย ต้องทำใจ… เด็กส่วนใหญ่ (ที่มากกว่าส่วนใหญ่เมื่อตะกี้)
จึงเลือกลอกมาทั้งดุ้น จากหนังสือสรุปบทเรียนเพื่อเตรียมสอบที่มีจำหน่ายทั่วไทย
ในราคา 120 – 250 บาท เป็นทางออกที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวงการศึกษาไทย
-ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องได้ด้วยกล ฮ่า ๆ

5. หาทริกมาเล่น ทั้งอาจารย์ ทั้งเด็กนั่นแหละ
เหมือนสรุปทั้งสี่ข้อมาไว้ในข้อเดียว การเรียนการสอนที่ดี ต้องมีลูกเล่นในการสอน
มีเคล็ดลับ มีข้อคิด มีตัวอย่าง มีสถานการณ์ มีความแปลกใหม่ มีสีสัน ฯลฯ
ที่จะทำให้ทั้งอาจารย์และนักเรียน …ไม่เบื่อหน่ายเซ็งกะตายไปก่อน
หากิจกรรมสนุก ๆ ให้เด็ก ๆ ได้ตื่นเต้นอยู่เสมอ ตัวอย่างที่ผมเคยพบเจอก็เช่น
การจัดกลุ่มโต๊ะใหม่ จากเรียงแถวแบบปกติ ก็ตัดเป็นกลุ่ม เป็นสภา เป็นข้าง
โดยเฉพาะเป็นกลุ่ม การแข่งขันจะเกิดขึ้น ก็หาเกมส์ที่สนุกน่าเล่นมาทำให้คาบนั้น
เป็นที่จดจำไปตลอดการเรียนรู้ของนักเรียน สนุกจะตายไป…
หรือจะเป็นการพาเด็กออกนอกห้องเรียนไปเลย ไปไหนก็ได้ มีที่เรียนรู้ถมเถไป
เช่นเรื่องระดับภาษา ก็โรคจิตพาเด็กไปคุยกับ ผอ. เลยสิ ให้รู้กันไปเลย
ว่าพูดกับ ผอ. ควรจะใช้คำพูดแบบไหน ระดับแบบใด โอ้โหโครตเคร่งเครียด

ห้าข้อที่ว่านี้คงจะพอคร่าว ๆ ได้ว่า ระบบการศึกษาไทยแสนเห่ยนั้น
จะสามารถพัฒนาไปในด้านไหนได้บ้าง ลองดูครับ แล้วคุณจะรู้ซึ้งถึงความกดดัน
เรียนไม่รู้เรื่องเป็นอะไรที่เครียดมาก แต่สอนไม่รู้เรื่องไม่ยักกะมีคนเครียดแฮะ (ฮา)

อยากลองเป็นครูสอนเด็กมัธยมดูสักครั้งครับ เผื่อจะรู้ซึ้ง ถึงคำว่า
“เรียนพิเศษ” ว่าทำไมเด็กมันใฝ่หากันจัง!

จบด้วยประการฉะนี้แล…

(แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกาพย์เห่เรือฟร่ะ?)



สรรเสริญพระบารมี
June 16, 2008, 2:55 pm
Filed under: Just Says

Photobucket

เมื่อวานนี้ผมไปทำตัวเหงาดูหนังคนเดียวมาครับ
หนังเรื่องที่ดูนั้นก็โครตจะแนว The Truth Been Told ของพิมพกา โตวีระ
แต่ที่แนวกว่านั้น ทั้งโรงมีคนดูทั้งสิ้น 7 คนถ้วน แน่นอนว่าสามคู่กับอีกหนึ่งตัวหัวเน่า
จะว่าไป… ดูหนังแบบนี้โครตจะส่วนตัว จะนอน จะขัดตะหมาด (เขียนไม่ถูก)
จะยกแข้งยกขายังไงก็ได้ตามสบาย อิสระเสรีฟรีดอมเป็นไหน ๆ

เข้าเรื่องดีกว่า เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อก่อนจะเข้าสู่หนังครับ
เป็นธรรมเนียมของทุกโรงหนังและทุกการแสดงมหรสพต่าง ๆ อยู่แล้วว่า
ก่อนการแสดงจะต้องเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีกันก่อน ผมเองก็ไม่ทราบเหตุผล
เหมือนกันว่าทำไมต้องยืนเคารพกันก่อนชมการแสดง
อันนี้ต้องไปถามอาจารย์เผ่าทองกันเอาเอง

ตัดภาพมาที่หน้าจอโรงหนัง
ตอนนี้ภาพเปลี่ยนมาเป็นแบกกราวด์ลายกนกและลายอื่น ๆ ต่าง ๆ นานา
พร้อมประโยคสั้น ๆ ให้คนไทยและคนอังกฤษที่อ่านหนังสือออก
พร้อมใจกันยืนตรงแบบสงบไร้เสียงขบเคี้ยว และเสียงโทรศัพท์มือถือ

ผมยืนขึ้นครับ ได้ยินเสียงเก้าอี้ของตัวเองกระทบพนักพิงดังพอดู
แต่หลังจากนั้น… ผมไม่ได้ยินเสียงใด ๆ อีกเลย
รู้สึกโหวง ๆ ในทันทีว่า กรูกำลังยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีคนเดียวหรือเปล่า?
ระหว่างเพลงใกล้จะจบ ผมก็แกล้งเหลือบไปมองด้านหลัง 6 คู่ที่ว่าอย่างรวดเร็ว…

อย่างที่คุณ ๆ เดาออกครับ ไม่มีคู่ผัวตัวเมียใด ๆ ยืนเลย…

ผมไม่ใช่คณะกรรมการกระทรวงวัฒนธรรมที่มาคอยจับผิดคนที่ไม่ยอมยืนตรง
เคารพเพลงสำคัญของชาติไทยเราอย่างเพลงชาติไทย และเพลงสรรเสริญพระบารมี
บ่อยครั้งครับ ที่เราเห็นคนไทยทั่วไป ไม่ยอมยืนตรงเคารพเพลงชาติตอนแปดโมงเช้า
และหกโมงเย็น บางคนทำหน้านิ่งเฉย ปฏิบัติภารกิจของตัวเองต่อไปอย่างไร้สำนึก
และบ่อยครั้งเช่นกันที่เราเห็นคนไทยพร้อมใจกันยืนตรงเคารพธงชาติให้รึ่ม
ที่เห็นได้ชัดสุดก็ตอนเดินตลาดนัดจตุจักรตอนหกโมงเย็นไงครับ ภาพมันสวยชะมัด

แต่วันนี้มันอดไม่ไหวจริง ๆ ครับ อยากจะลุกไปตบหัวหกคนที่ว่าสักทีสองที

ก็แค่อยากระบาย ไม่มีอะไรมากครับ
แค่อยากถามคุณ ๆ ว่า
ถ้าสมมติคุณต้องยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯคนเดียวในโรงหนัง
คุณจะรู้สึกยังไงครับ?

ระหว่าง
ก. อายตัวเอง
ข. อายแทนอีพวกที่มันไม่ยืน
ค. ไม่อาย จะอายทำไม?
หรือ ง. รู้สึกอยากเอาอีพวกไม่ยืนไปฝัง ๆ กลบ ๆ ไม่ให้ล้นแผ่นดินประเทศเรา

ก็ได้แค่คิดครับ เพราะความจริง
ทั้งหกคนนั้น…
เค้ายืนอย่างเงียบ ๆ ครับ
เงียบจนผมคิดว่า เค้าไม่ได้ยืน
ฮ่า ๆๆๆ…



Back to the new blog!
June 12, 2008, 1:23 pm
Filed under: Diary

กลับมาแล้วครับ
หาเว็บบล๊อกที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด
บอกตามตรง หาไม่เจอครับ
exteen ก็ไม่ใช่ dek-d ก็เด็กไป
เราคงจะได้เจอบล๊อกที่เหมาะสมกับเราเข้าสักวัน
ติดตามให้ดีครับ บล๊อกนี้ กำลังจะมีเรื่องเมามันส์เกิดขึ้น

😀